[กระแสมาแรง] TH-AI Passport โปร่งใสแค่ไหน?
สำหรับภาคเอกชนที่ติดตามโครงการ TH-AI Passport ความรู้สึกแรกอาจเป็นความตื่นเต้น เพราะนี่คือโครงการที่เปิดภาพอนาคตของประเทศไว้อย่างใหญ่และชัดเจน โครงการหนึ่งที่ตั้งเป้าให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปอย่างน้อย 5,000,000 คน เข้าถึง Generative AI ได้ฟรี 1 ปี ย่อมไม่ใช่งานจัดซื้อจัดจ้างทั่วไป แต่เป็นงานที่อาจกำหนดทิศทางตลาด AI การเรียนรู้ดิจิทัล และบริการเทคโนโลยีภาครัฐในประเทศไทยไปอีกหลายปี หากทำได้ดี โครงการนี้อาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านทักษะของประเทศ ทำให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา แรงงาน ผู้ประกอบการ และบุคลากรภาครัฐได้ทดลองใช้ AI อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงรู้จัก AI จากกระแสข่าวหรือการใช้งานแบบกระจัดกระจาย
แต่เมื่อภาคเอกชนเปิดอ่าน TOR อย่างละเอียด ความตื่นเต้นนั้นจะมาพร้อมความหนักใจทันที เพราะข้อกำหนดไม่ได้ต้องการแค่ “ผู้ให้บริการ AI” แต่ต้องการผู้รับจ้างที่สามารถแบกรับงานแทบทุกมิติ ตั้งแต่สิทธิใช้งาน Generative AI อย่างน้อย 8 ผลิตภัณฑ์ ระบบลงทะเบียนและบริหารสิทธิที่รองรับผู้ใช้หลักล้าน ระบบยืนยันตัวตน ระบบ Dashboard ระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล Data Localization ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หลักสูตรออนไลน์ 96 เรื่อง Bootcamp การประกวดแข่งขัน งานประชาสัมพันธ์ระดับประเทศ Call Center 24 ชั่วโมง และการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้งบประมาณ 1,650 ล้านบาท และระยะเวลาดำเนินงาน 540 วัน จึงเป็นงานที่ใหญ่ทั้งในเชิงเทคนิค เชิงบริหาร และเชิงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
ในมุมผู้ประกอบการ สิ่งที่ทำให้รู้สึกทั้งอยากเข้าร่วมและลังเล คือ TOR มีประตูบานใหญ่ แต่ทางเดินเข้าสู่ประตูนั้นแคบมาก เงื่อนไขผลงานสัญญาเดียวไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาทภายใน 8 ปี ทำให้บริษัทที่มีความสามารถเฉพาะทางด้าน AI, EdTech, Cybersecurity หรือ Learning Platform จำนวนมากอาจไม่สามารถยืนด้วยตัวเองได้ แม้มีเทคโนโลยีดี ทีมงานดี หรือเข้าใจโจทย์ประชาชนจริงก็ตาม ผู้เล่นเหล่านี้อาจต้องเข้าเป็นพันธมิตรหรือกิจการร่วมค้ากับรายใหญ่ ซึ่งในทางธุรกิจหมายถึงการต่อรองบทบาท ต้นทุน ความเสี่ยง และส่วนแบ่งความรับผิดชอบที่ซับซ้อนขึ้นมาก ความรู้สึกของเอกชนรายกลางและรายเล็กจึงไม่ใช่ไม่อยากแข่งขัน แต่คือกังวลว่าเกมนี้อาจเริ่มต้นจากเส้นสตาร์ทที่ไม่เท่ากัน
อีกประเด็นที่ภาคเอกชนต้องคิดอย่างรอบคอบคือเอกสารสิทธิและการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Generative AI ระดับโลก TOR ต้องการหนังสือแต่งตั้งหรือหนังสือรับรองจากผู้ผลิตหรือตัวแทนในประเทศไทย และยังให้ความสำคัญกับโมเดลที่อยู่ในกลุ่ม top 5 ของ benchmark ภายใน 12 เดือนล่าสุด เงื่อนไขนี้อาจมีเหตุผลในเชิงคุณภาพ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ที่จะได้เปรียบคือผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับเจ้าของผลิตภัณฑ์ระดับโลกอยู่แล้ว หรือมีเครดิตพร้อมให้บริการในปริมาณมากตั้งแต่ก่อนยื่นงาน ผู้ประกอบการที่เก่งด้านระบบและการเรียนรู้ แต่ไม่ได้ถือสิทธิโมเดลหลายยี่ห้อ อาจถูกผลักให้กลายเป็นผู้เล่นรอง ทั้งที่ผลลัพธ์ของโครงการควรวัดจากการที่ประชาชนใช้ AI ได้จริง ปลอดภัย และเกิดทักษะ ไม่ใช่เพียงจำนวนยี่ห้อที่นำมาเสนอ
ความกดดันอีกชั้นอยู่ที่การสาธิตและทดสอบ POC ภายใน 5 วันทำการหลังยื่นเอกสาร โดยมีเวลาจัดเตรียมระบบไม่เกิน 2 ชั่วโมง และสาธิตไม่เกิน 2 ชั่วโมง สำหรับภาคเอกชน นี่ไม่ใช่เพียงการนำเสนอ slide แต่เป็นการพิสูจน์ความพร้อมของ prototype ที่ต้องเชื่อมโยงแนวคิดหลายระบบเข้าด้วยกัน ทั้งลงทะเบียน ยืนยันตัวตน จัดระดับผู้ใช้ กำหนดเครดิต เลือกโมเดล AI แสดง Dashboard ระบบเรียนรู้ และหลักฐานด้านความปลอดภัย เงื่อนไขเช่นนี้ทำให้ผู้ที่เตรียมระบบมาก่อนมีความได้เปรียบสูง ขณะที่ผู้เล่นรายอื่นต้องแบกรับต้นทุนเตรียมระบบก่อนรู้ผลประมูล ซึ่งเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่ไม่เล็กเลย
ดังนั้น บทสรุปในมุมภาคเอกชนจึงไม่ใช่การปฏิเสธโครงการนี้ ตรงกันข้าม หลายบริษัทน่าจะอยากเห็นโครงการนี้เกิดขึ้นจริง เพราะหากรัฐทำสำเร็จ ประเทศไทยจะมีฐานผู้ใช้ AI ขนาดใหญ่ เกิดตลาดใหม่ด้านการเรียนรู้ การพัฒนาแรงงาน และบริการดิจิทัล แต่ความหวังนั้นมาพร้อมคำถามสำคัญว่า TOR เปิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมเพียงพอหรือไม่ เงื่อนไขบางข้อจำเป็นต่อการลดความเสี่ยงของรัฐ หรือสูงจนทำให้เหลือผู้แข่งขันจริงเพียงไม่กี่ราย รัฐควรพิสูจน์ให้ชัดว่าเกณฑ์ผลงาน 400 ล้านบาท หนังสือรับรองผลิตภัณฑ์ AI หลายยี่ห้อ benchmark top 5 และ POC ระยะสั้น เป็นเงื่อนไขที่สัมพันธ์โดยตรงกับประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้การแข่งขันแคบลงโดยไม่จำเป็น
สำหรับผู้ประกอบการที่คิดจะเข้ายื่นงานนี้ คำถามที่ต้องตอบตัวเองอย่างตรงไปตรงมาคือ “เราพร้อมรับผิดชอบต่อประชาชน 5 ล้านคนหรือยัง” เพราะโครงการนี้ไม่ใช่งานขายระบบให้จบตามสัญญา แต่เป็นงานที่ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของผู้รับจ้างจะถูกมองเห็นในระดับประเทศ หากทำได้ดี ผู้ชนะจะไม่ได้เพียงสัญญามูลค่าสูง แต่จะได้เป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานการใช้ AI ของคนไทย หากทำได้ไม่ดี ความเสียหายจะไม่ใช่แค่ค่าปรับหรือการตรวจรับล่าช้า แต่คือความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ AI ภาครัฐ และความเชื่อมั่นของตลาดต่อการจัดซื้อจัดจ้างเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของประเทศ
ประโยคที่สรุปน้ำหนักของข่าวนี้ได้ดีที่สุดคือ: “AI Passport เป็นโครงการที่มีเป้าหมายสาธารณะใหญ่และน่าสนใจ แต่การมีสิทธิใช้งาน AI 5 ล้านบัญชีไม่ได้แปลว่าประเทศได้ทักษะ AI 5 ล้านคนโดยอัตโนมัติ ความคุ้มค่าจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อ TOR เปิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ผู้รับจ้างมีความพร้อมจริง และรัฐวัดผลจากทักษะที่ประชาชนนำไปใช้ได้ ไม่ใช่จากจำนวนบัญชีที่เปิดใช้งานเท่านั้น”